หนึ่งทศวรรษ ย้อนรอย HIA ประเทศไทย

หาก พ.ศ. ๒๕๔๓ คือจุดเริ่มต้นของการปฏิรูประบบสุขภาพประเทศไทย อันเป็นปีเดียวกับที่สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ได้ทำการศึกษาเบื้องต้นเกี่ยวกับกระบวนการพัฒนานโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพ (Healthy Public Policy-HPP) ซึ่งพบว่าการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ (Health Impact Assessment – HIA) น่าจะเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะนำมาใช้ได้ในประเทศไทย

นับจากวันนั้น ถึงวันนี้ ก็ครบสิบปีพอดี

เส้นทางระหว่างทศวรรษนี้ มีเรื่องราวเกี่ยวกับเอชไอเอ เกิดขึ้นมากมาย พลังการขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่องของทุกภาคส่วนทำให้เอชไอเอ ถูกเขียนไว้ใน พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ อันมีสาระสอดคล้องกับเจตนารมณ์เดิมที่ต้องการให้เป็นกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน หลังจากนั้นได้ถูกพัฒนาเติมต่อจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการตัดสินใจประกอบการอนุมัติอนุญาตโครงการ ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๖๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐

วันนี้ แม้เราจะมีหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพจากนโยบายสาธารณะ ที่ประกาศโดยคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ รวมถึงแนวทางการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพในการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ที่จัดทำโดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แต่นั่นมิได้หมายความว่างานของเราบรรลุเป้าหมาย แล้ววางมือจากการพัฒนาเรื่องนี้ ในทางกลับกัน เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น
หากย้อนมองเส้นทางเอชไอเอ ในช่วงสิบปี ที่ผ่านมา เราจะเห็นพัฒนาการซึ่งแบ่งออกได้เป็น ๔ ยุค ดังนี้

ยุคที่หนึ่ง (พ.ศ. ๒๕๔๓ – ๒๕๔๖)

“บุกเบิกด้วยงานวิจัยการปฏิรูประบบสุขภาพ ภายใต้แผนงาน HPP-HIA สวรส.”

หลังจากที่ คณะกรรมาธิการ การสาธารณสุข วุฒิสภา ได้เผยแพร่รายงานระบบสุขภาพประชาชาติ ในวันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๔๓ ซึ่งเสนอให้มีการปฏิรูประบบสุขภาพ ต่อมา กรกฎาคม ๒๕๔๓ ได้มีการออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการปฏิรูประบบสุขภาพแห่งชาติ (สปรส.) ทำหน้าที่สร้างกระบวนการขับเคลื่อนสังคมเพื่อร่าง พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ

สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.)ในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบการสร้างความรู้สนับสนุนขบวนการปฏิรูประบบสุขภาพ ได้มอบหมายให้ ผศ.นพ.ปัตพงษ์ เกษสมบูรณ์        อ.เดชรัต สุขกำเนิด และดร.นพ.อนุพงศ์ สุจริยากุล ศึกษาเบื้องต้นเกี่ยวกับกระบวนการพัฒนานโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพ พบว่าเอชไอเอ น่าจะเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะนำมาใช้ได้ในประเทศไทยจึงได้ศึกษาแนวคิดเกี่ยวกับเอชไอเอ ใน 4 ประเทศ ได้แก่ แคนาดา อังกฤษ เนเธอร์แลนด์และนิวซีแลนด์
หลังจากนั้นได้ทำการทบทวนเอกสารเกี่ยวกับแนวคิดและประสบการณ์ ได้แก่ การทบทวนความรู้เรื่องกลไกและกระบวนการสร้างนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพ โดย ผศ.นพ. ปัตพงษ์ เกษสมบูรณ์และ ดร.นพ. อนุพงศ์ สุจริยากุล นโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพ : ทบทวนเปรียบเทียบการวิเคราะห์ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม การวิเคราะห์ผลกระทบทางสังคม และการประเมินผลกระทบทางด้านสุขภาพ โดย อ.เดชรัต สุขกำเนิด และ สู่นโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพ : การพัฒนาระบบการประเมินผลกระทบทางสุขภาพในประเทศไทย โดย นพ.เกษม วัฒนชัยและคณะ

การทบทวนประสบการณ์อีไอเอ ในประเทศไทย ได้แก่ การวิเคราะห์ระบบการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ และจัดทำกรณีศึกษา ได้แก่เอชไอเอโครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก กรณีนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดและพื้นที่ใกล้เคียง เอชไอเอจากการทำการเกษตรแบบมีสัญญาผูกพัน

มิถุนายน ๒๕๔๔ ร่วมประชุม International Association for Impact Assessment (IAIA) ณ ประเทศโคลัมเบีย ซึ่งเป็นการประชุมของสมาคมนานาชาติว่าด้วยการประเมินผลกระทบ ที่จัดเป็นประจำทุกปี เป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยได้ก้าวออกไปทำความรู้จัก และเรียนรู้จากประสบการณ์การทำงานของประเทศต่างๆ ทั่วโลก

กันยายน ๒๕๔๔ เข้าร่วมกระบวนการสมัชชาสุขภาพสาธิต โดยนำเสนอผลกระทบจากนโยบายสาธารณะ กรณีศึกษาการเกษตรแบบพันธะสัญญาและการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก

ธันวาคม ๒๕๔๔ จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ HIA International Workshop on “International Experiences for HIA Development in Thailand” ณ จังหวัดเชียงใหม่ และในเดือนเดียวกันนี้เองได้รายงานผลการศึกษาต่อคณะกรรมการปฏิรูประบบสุขภาพแห่งชาติ

ทีมงานได้เริ่มนำแนวทางเชิงรุกแบบของอังกฤษและเนเธอร์แลนด์มาดำเนินการ โดยในระยะแรกให้น้ำหนักกับการพัฒนากรอบการวิเคราะห์หรือทฤษฎีที่เกี่ยวกับเอชไอเอ เพื่อพัฒนาแนวคิดเกี่ยวกับการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพในประเทศไทย โดยมีความคิดว่าควรพัฒนาเอชไอเอให้เป็นกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันมากกว่าจะเป็นกระบวนการขออนุมัติโครงการ

พ.ศ. ๒๕๔๕ ในช่วงแห่งการเรียนรู้ ทดลอง พร้อมปรับเปลี่ยน สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข ซึ่งขณะนั้นมี นพ.วิพุธ พูลเจริญ เป็นผู้อำนวยการ ได้สนับสนุนการทำงานของแผนงานวิจัยและพัฒนาระบบการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ อย่างเป็นทางการ แบ่งการทำงานออกเป็น เครือข่ายนโยบาย ทำหน้าที่เคลื่อนไหวนโยบายสาธารณะเชิงประเด็น ทั้งที่เป็นนโยบายที่เกิดผลกระทบระยะยาว และนโยบายที่เห็นผลกระทบระยะสั้น ได้แก่ อุตสาหกรรมและพลังงาน เกษตรและชนบท เมืองและขนส่ง การจัดการทรัพยากรน้ำ ข้อตกลงระหว่างประเทศ โครงการยุทธศาสตร์ฐานทรัพยากร สนับสนุนการทำงานเครือข่ายภูมิภาค ได้แก่ ภาคเหนือ (ม.เชียงใหม่) อีสาน (ม.ขอนแก่น) และภาคใต้ (ม.สงขลานรินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่) จัดตั้งสำนักกระบวนการเรียนรู้ ทำหน้าที่ฝึกอบรมและสร้างความรู้ด้านเอชไอเอ และนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพ (Healthy Public Policy: HPP) แก่บุคคลทั่วไป รวมถึงการดำเนินโครงการพัฒนานักวิจัย (บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่)
ต่อมา เปลี่ยนชื่อเป็น แผนงานวิจัยและพัฒนานโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพและการประเมินผลกระทบทางสุขภาพ (HPP-HIA) ในปี พ.ศ. ๒๕๔๖ โดยมีพันธกิจคือ การพัฒนาและสนับสนุนกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันของสังคมในการพัฒนาและผลักดันนโยบายสาธารณะที่เอื้อต่อสุขภาพและความเป็นธรรมในสังคมไทย เริ่มแสดงบทบาทขับเคลื่อนนโยบายชัดเจนทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่น

ในปีเดียวกันนี้กระทรวงสาธารณสุขได้จัดตั้งกองสุขาภิบาลชุมชนและการประเมินผลกระทบทางสุขภาพ อยู่ภายใต้กรมอนามัย ทำหน้าที่พัฒนาการใช้เอชไอเอ ภายใต้ พ.ร.บ.การสาธารณสุขและระบบเฝ้าระวังผลกระทบด้านสุขภาพระดับชุมชนท้องถิ่น

 

ยุคที่สอง (พ.ศ. ๒๕๔๗ – ๒๕๔๘)

“อึมครึมและ พร่ามัว”

เป็นช่วงเวลาที่หลายอย่างเริ่มสะดุด ไม่ว่า ร่าง พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ ไม่มีสัญญาณของการนำเข้าสู่กระบวนการทางนิติบัญญัติ การพัฒนาวิชาการ การปฏิบัติการ และการเตรียมบุคลากร ด้าน HPP-HIA ขาดความต่อเนื่องในการสนับสนุน มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากมายของแผนงาน HPP-HIA ภายใต้ สวรส. จนกระทั่งยุติบทบาท ทว่าเกิดการแตกยอดความคิดและปฏิบัติการ HPP-HIA ภายใต้การทำงานของมูลนิธินโยบายสุขภาวะ (มนส.) และในปลายปี ๒๕๔๘ ต่อ ๔๙ ก่อนเครือข่าย HIA จะหลงทาง ได้มีการแตะมือกันหลวมๆ เพื่อร่วมเดินต่อ

 

ยุคที่สาม (พ.ศ. ๒๕๔๙ – ๒๕๕๒)

“ฟ้าหลังฝน กับการสร้างกลไกที่เป็นทางการ”

๓ มีนาคม ๒๕๕๐ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงลงพระปรมาภิไธย ใน พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ และประกาศในราชกิจจานุเบกษาในวันที่ ๑๙ มีนาคม พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติได้รับรองสิทธิการร้องขอให้ทำเอชไอเอ ส่วนการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการให้เป็นหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ

๙ เมษายน ๒๕๕๐ เครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก ยื่นหนังสือต่อ สช. ให้มีการทำเอชไอเอ กรณี การขยายปิโตรเคมีระยะที่ ๓ นับเป็นกรณีแรกที่มีการขอใช้สิทธิ์ตาม ม.๑๑ พ.ร.บ. สุขภาพแห่งชาติ

๕ เดือนถัดมา รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมีผลบังคับใช้ ซึ่งได้รับรองสิทธิชุมชน และกำหนดให้ต้องทำเอชไอเอ กรณีโครงการ/กิจกรรมที่อาจส่งผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง

การพัฒนาระบบและกลไกเอชไอเอ รองรับการทำงานตาม พ.ร.บ.สุขภาพจึงจัดอยู่ในลำดับงานสำคัญของสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ในฐานะฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) เริ่มต้นจากการพัฒนาหลักเกณฑ์และวิธีการเอชไอเอ ซึ่งเป็นการทำงานตามมาตรา ๒๕(๕) ในการนี้ คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ได้แต่งตั้ง คณะทำงานยกร่างระบบและกลไกเอชไอเอในสังคมไทย ผลจากการทำงานได้เสนอต่อสมัชชาสุขภาพแห่งชาติครั้งที่ ๑ พ.ศ. ๒๕๕๐ และมีมติเห็นชอบ ต่อมา คสช. ได้แต่งตั้ง คณะกรรมการพัฒนาระบบและกลไกเอชไอเอ ตามข้อเสนอของสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ โดยมี นพ.วิพุธ พูลเจริญ เป็นประธาน มีศูนย์ประสานงานการพัฒนาระบบและกลไกการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ เป็นฝ่ายเลขานุการ หลังจากนั้น วันที่ ๘ พฤศจิกายน นายกรัฐมนตรี (อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ) ประธาน คสช. ได้ลงนามในประกาศหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพจากนโยบายสาธารณะ พ.ศ. ๒๕๕๒
พร้อมๆ  กับการพัฒนาระบบและกลไก ได้มีการสร้างเครือข่ายภายใต้ปฏิบัติการจริง ทั้งในและต่างประเทศผ่านการดำเนินงานตามคำขอใช้สิทธิ ม.๑๑ การพัฒนาแนวทางการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพระดับชุมชน การเป็นเครือข่ายและจัดประชุมนานาชาติเอชไอเอ ในระดับเอเชียแปซิฟิค และการเข้าร่วมแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์การทำงานกับเครือข่าย International Association for Impact Assessment Conference: IAIA อย่างต่อเนื่อง
เอชไอเอได้ถูกกำหนดไว้ในธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ ในหมวด ๕ การป้องกันและควบคุมโรคและปัจจัยที่คุกคามสุขภาพ ข้อ ๓๘

ให้รัฐจัดให้มีกลไกทำหน้าที่ในการพัฒนาระบบการประเมินผลกระทบต่อสุขภาพที่เกิดจากนโยบายสาธารณะ โครงการหรือกิจกรรมที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพ เพื่อให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ให้รัฐส่งเสริม อปท. ให้มีศักยภาพในการใช้กระบวนการ HIA ในการกำหนดนโยบาย จัดทำ หรืออนุญาตให้มีการดำเนินโครงการหรือกิจกรรมที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพ และติดตามให้ผู้ดำเนินงานทั้งภาครัฐและเอกชนดำเนินการด้วยความรับผิดชอบ

รวมถึงสมาชิกสมัชชาสุขภาพแห่งชาติได้ให้ความสำคัญ โดยมีการเสนอระเบียบวาระที่เกี่ยวข้องกับเอชไอเอหลายเรื่อง

 

ยุคที่สี่ (พ.ศ. ๒๕๕๒ ... อนาคต)

“เผชิญกับความท้าทาย”

ในขณะที่ภาคส่วนต่าง ๆ ได้ลงมือทำเอชไอเอ โดยเฉพาะการนำไปใช้ในบทบาทของการเป็นเครื่องมือประกอบการพิจารณาอนุมัติอนุญาตโครงการตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ สังคมก็เริ่มตั้งคำถาม พร้อม ๆ กับการถามหาคุณภาพและมาตรฐานของการทำเอชไอเอ
ทำอย่างไรให้เอชไอเอ มีบทบาทในฐานะเป็นเครื่องมือของสังคม ที่มีกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันในการพัฒนานโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพ มากกว่าการใช้เพื่อการตัดสินใจอนุมัติอนุญาตโครงการ
ทำอย่างไรให้เอชไอเอ เป็นส่วนหนึ่งในการทำงานขององค์กรต่างๆ
จะพัฒนาองค์ความรู้และบุคลากร อย่างไร ? ....
นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความท้าทาย ที่เรากำลังเผชิญ